หน้าแรก | โครงสร้าง | วิสัยทัศน์ พันธกิจ | ประวัติสำนักงาน | บุคลากร | ประชาสัมพันธ์ | ศาสนสถาน | ศาสนบุคคล | การศึกษา | การเผยแผ่ |
     
 

ประวัติความเป็นมา
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 
 

                พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย  ด้วยคนไทยส่วนใหญ่ได้เคารพนับถือพระพุทธศาสนาเป็นสรณะแห่งชีวิตสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านานนับแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบันที่ชาติไทยเรามีความมั่นคง ดำรงเอกราช มีธิปไตยเป็นอิสระเสรีอยู่ได้ตราบเท่าทุกวันนี้ ก็ด้วยคนในชาติยึดมั่นอยู่ในสามัคคีตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีอันดีงาม ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมสร้างสามัคคีธรรมระหว่างคนในชาติ ส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากพระพุทธศาสนา ดังนั้น หลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนาจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาและความมั่นคงของประเทศชาติการบริหารกิจการพระศาสนานั้น เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ตามพุทธบัญญัติ แต่เนื่องจากอาณาจักรและศาสนจักรต้องประสานกันเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ รัฐบาลในฐานะผู้รับสนองพระราชภาระของพระมหากษัตริย์ จึงเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินงานกิจการทางศาสนา ตามประวัติและพัฒนาการโดยลำดับ ดังนี้
                      - สมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา มีราชบัณฑิต และ หมื่นราชสังฆการี รับมอบหมายภารกิจด้านการศาสนา
                       - ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีหน่วยงานรับผิดชอบ 3 หน่วยงานคือ กรมธรรมการ กรมสังฆการี และกรมราชบัณฑิต
                       พ.ศ.2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งกรมศึกษาธิการขึ้นดูแลโรงเรียนต่าง ๆ ในขณะนั้น
                       พ.ศ.2435 รวมกรมธรรมการ กรมสังฆการี กรมพยาบาล กรมพิพิธภัณฑ์สถาน และกรมศึกษาธิการ เป็นกระทรวงธรรมการ
                       พ.ศ. 2441 “ ประกาศจัดการเล่าเรียนในหัวเมือง “ ให้ราษฎรมีความรับผิดชอบ และให้รู้จักการประกอบอาชีพ ในทางสุจริต โดยให้พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สั่งสอนอบรม
(พ.ศ.2442 กระทรวงมหาดไทยได้โอนหน้าที่การอุดนุนการศึกษา ให้กระทรวงธรรมการตามเดิม)
                       พ.ศ. 2445 ประกาศใช้ “ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121” ซึ่งมีบัญญัติให้พระสงฆ์ทุกระดับ มีหน้าที่บำรุงการศึกษาในวัดอีกด้วย
                       พ.ศ. 2459  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้มีการปรับปรุงตำแหน่งหน้าที่ ในกระทรวงธรรมการ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมีกองบัญชาการและแบ่งกรมใหญ่มีหัวหน้าเป็นอธิบดี 2 กรม คือ กรมธรรมการ และ กรมศึกษาธิการ และใน 2 กรมดังกล่าว ก็มีกรมเล็ก ๆ ซึ่งหัวหน้ามี ตำแหน่งเป็นเจ้ากรมอยู่ในสังกัด คือ กรมสังฆการี กรมพระอาราม กองอธิกรณ์ ขึ้นอยู่กับกรมธรรมการ ส่วนกรมราชบัณฑิต กรมวิสามัญศึกษา กรมสามัญศึกษา ขึ้นกับกรมศึกษาธิการ
                       พ.ศ. 2462 ได้มีการเปลี่ยนชื่อ กระทรวงธรรมการ เป็น กระทรวงศึกษาธิการ และโปรดให้ย้ายกรมธรรมการไปรวมอยู่ในพระราชสำนักตามประเพณีเดิม ซึ่งรวมกรมสังฆการีอยู่ด้วยกันไปสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการ ทั้งนี้ “โดยที่ทรงพระราชดำริว่า การศึกษาไม่ควรจะแยกจากวัด”
                      พ.ศ. 2469 เปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงธรรมการ อีกครั้งหนึ่ง และย้ายกรมธรรมการ ซึ่งรวมกรมสังฆการีอยู่ด้วยกัน ไปสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการ ทั้งนี้ “โดยที่ทรงพระราชดำริว่า การศึกษาไม่ควรจะแยกจากวัด”
                      พ.ศ. 2474 มีการเปลี่ยนแปลงราชการในกระทรวงธรรมการและกรมสังฆการีเข้าด้วยเช่นเดิม กรมธรรมการยังคงสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการเรื่อยมา แม้ภายหลังสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง
                     พ.ศ. 2484 ได้มีประกาศพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เปลี่ยนชื่อกระทรวงธรรมการ เป็น กระทรวงศึกษาธิการ และเปลี่ยนชื่อ กรมธรรมการ เป็น กรมการศาสนา
                      พ.ศ. 2545 ในวันที่ 3 ตุลาคม 2545   ได้มีการแบ่งส่วนราชการกรมการศาสนาเดิม ออกเป็น 2 หน่วยงาน คือ กรมการศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เป็นหน่วยงานที่ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี
 
ที่ตั้งสำนักงาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
       บริเวณพุทธมณฑล
       อำเภอพุทธมณฑล
       จังหวัดนครปฐม
http://www.onab.go.th

 
 

ประวัติความเป็นมา
สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์

 
                    ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 กำหนดให้มีส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี  กระทรวงหรือทบวง  เรียกว่า  “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” 
                จากกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. 2545 กำหนดให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานสนองงานพระสงฆ์และรัฐ โดยการทำนุบำรุง ส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา ให้การอุปถัมภ์คุ้มครองและส่งเสริมพัฒนางานพระพุทธศาสนา ดูแลรักษา จัดการศาสนสมบัติ พัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งให้การสนับสนุนส่งเสริม พัฒนาบุคลากร ทั้งนี้ ให้แบ่งส่วนราชการระดับกองและอำนาจหน้าที่ของแต่ละกอง สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  จำนวน 6 กอง ประกอบด้วย กองกลาง  กองพุทธศาสนศึกษา  กองพุทธศาสนสถาน  สำนักงานพุทธมณฑล สำนักงานศาสนสมบัติ  และสำนักเลขาธิการมหาสมาคม
                        จากการประชุมสัมมนาเรื่องนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545  ที่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ซึ่งประกอบด้วย กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด ข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีมติร่วมกันว่าควรมี “สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด” เป็นหน่วยงานในระดับพื้นที่ที่จะรองรับการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง    สู่ส่วนภูมิภาค  จึงมีคำสั่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ 40/2547  ลงวันที่ 30 มกราคม  พ.ศ.2547  ให้จัดตั้ง “สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด” เป็นหน่วยงานระดับกองในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขึ้นในทุกจังหวัดทั่วประเทศ  75  แห่ง  ยกเว้น กรุงเทพมหานคร  เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในระดับจังหวัด  โดยมีหน้าที่สนองงาน คณะสงฆ์ และทำนุบำรุงส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา ให้การอุปถัมภ์คุ้มครองส่งเสริมและพัฒนางานพระพุทธศาสนา  ดูแลรักษาจัดการศาสนสมบัติ  รวมทั้งให้การสนับสนุน ส่งเสริมพัฒนาบุคลากรทางศาสนาในระดับจังหวัด
                        ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานสอดคล้องกับระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 ฉ  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2543  นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ โดยให้ยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ.2545  และประกาศใช้กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. 2549  ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ลงนามเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2549
                        เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้คือ  โดยที่สมควร จัดตั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เป็น ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ขึ้นในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เพื่อให้การทำนุบำรุงและส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาในระดับภูมิภาคเป็นไปอย่างคล่องตัว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สมควรปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และระบุอำนาจหน้าที่ของแต่ละส่วนราชการดังกล่าวให้เหมาะสมกับสภาพของงานจึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
                        ทั้งนี้ กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวกำหนดให้แบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
                    ก.ราชการบริหารส่วนกลาง
                       (1) กองกลาง
                       (2) กองพุทธศาสนศึกษา
                       (3) กองพุทธศาสนสถาน
                       (4) สำนักงานพุทธมณฑล
                       (5) สำนักงานศาสนสมบัติ
                       (6) สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม
                    ข.ราชการบริหารส่วนภูมิภาค
                       สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด  มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
                       (1) ศึกษา วิเคราะห์ และรายงานข้อมูลสารสนเทศด้านพระพุทธศาสนา
เพื่อกำหนดนโยบายในระดับจังหวัด รวมทั้งเสนอแนะแนวทางไข
                       (2) ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบาย แผนงาน โครงการ
ของหน่วยงานในความดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด รวมทั้งรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรคให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ
                      (3) ส่งเสริม ดูแล รักษา และทำนุบำรุงศาสนสถานและศาสนวัตถุทาง
พระพุทธศาสนารวมทั้งดูแล รักษา และจัดการวัดร้างและศาสนสมบัติกลางในจังหวัด
                      (4) ส่งเสริมและสนับสนุนให้วัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และแหล่งภูมิ
ปัญญาของชุมชนรวมทั้งส่งเสริมให้มีศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของจังหวัด
                      (5) ส่งเสริม สนับสนุน และประสานงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
และด้านพุทธศาสนศึกษา รวมทั้งดูแลและควบคุมมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดภายในจังหวัดให้ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรม และพัฒนาบุคลากรทางพระพุทธศาสนา
                       (6) รับสนองงาน ประสานงาน และสนับสนุนกิจการและการบริหารการ
ปกครองคณะสงฆ์ ตลอดจนการดำเนินการตามนโยบายและมาตรการในการคุ้มครองพระพุทธศาสนา
                        (7) ส่งเสริมและประสานการดำเนินงานในการปฏิบัติศาสนพิธีและกิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
                         (8) ปฏิบัติงานตามกฎหมายในความรับผิดชอบของสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้วาราชการจังหวัดหรือตามที่ได้รับมอบหมาย
                         (9) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่
เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
 
ที่ตั้งสำนักงาน  ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์  ชั้น 5 
                        ถนนสวรรค์วิถี  อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ 60000
                        โทรศัพท์  0 5680 3595-7   โทรสาร 0 5680 3597
                         http://www.kiriwong.net/spnakhonsawan
                         E-mail : nkbudd@yahoo.com