
โดยเจ้าคุณพระวิกรมมุนี
เจ้าอาวาสวัดคีรีวงศ์
สำหรับธรรมะที่จะบรรยายในวันนี้
ให้ชื่อเรื่องว่า แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง
ทางรัฐบาลและคณะสงฆ์ ได้ร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อร่วมพัฒนาชาติไทย รวมทั้งคนไทยและผืนแผ่นดินไทยให้เป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง
โดยปรารภเอาวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระชนมายุ ครบ ๖๐
พรรษา ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยทางรัฐบาลและคณะสงฆ์จะได้เร่งรัดพัฒนาประเทศไทย
ซึ่งประกอบด้วยประชาชนชาวไทยที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยนี้
ให้อยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ให้มีการอยู่ดีกินดี ให้อยู่กันด้วยความสงบสุข โดยอาศัยหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา จึงได้กำหนดโครงการ แผ่นดินธรรมแผ่นดินทองนี้ขึ้น
เพื่อให้ข้าราชการ
พระสงฆ์และประชาชนทุกคนทุกท่าน ที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยนี้
ได้ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาตนเองสร้างสรรค์ตนเองพัฒนาครอบครัว สร้างสรรค์ครอบครัว
ให้เจริญมั่นคง มีความสงบสุขพัฒนาสังคม พัฒนาสังคม พัฒนาประเทศชาติ ให้มีความเจริญ
มีความสงบสุข
โดยเริ่มต้นกำหนดเอาวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๗ เป็นวันเริ่มต้นโครงการนี้ โดยให้วัดวาอารามต่างๆ เชิญชวนประชาชนให้ฟังธรรม อบรมธรรมะ พร้อมด้วยข้าราชการ นายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้านกำนัน
กรรมการหมู่บ้าน พระสงฆ์ ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาตนเอง พัฒนาครอบครัวพัฒนาหมู่บ้าน
โดยอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นแนวในการพัฒนา ในการดำเนินชีวิต นับว่าโครงการนี้
เป็นโครงการที่ดี คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อำนวยประโยชน์ อำนวยความสุข
อำนวยความเจริญให้แก่ประชาชนเป็นอย่างยิ่ง
แต่ว่าโครงการนี้จะสำเร็จสมบูรณ์ได้นั้น
จะต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคคลหลายฝ่ายหากจะกล่าวโดยสรุปแล้ว ก็คงมี ๓ ฝ่ายด้วยกัน
๑. ฝ่ายข้าราชการ ข้าราชการทุกหน่วยงาน
ตื่นตัวในการพัฒนาตนเองให้มีคุณธรรมมีความรู้ ความสามารถ และเป็นผู้มีคุณธรรม
มีจิตใจที่ประกอบด้วยเมตตากรุณา
มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เห็นแก่ประโยชน์สุขส่วนรวม เห็นแก่ความเจริญของสังคม
ของประเทศชาติ
ยิ่งกว่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือประเทศชาติ
สร้างสรรค์ชาติบ้านเมืองด้วยการเสียสละ
๒. ฝ่ายคณะสงฆ์
พระสงฆ์ทุระดับชั้น ต้องตื่นตัวในการพัฒนาตนเอง ให้มีความรู้ ความสามารถ
ในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา และทางคดีโลก เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
เป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชนมีความสามารถที่จะอบรมสั่งสอนประชาชนให้ตั้งอยู่ในศีลธรรม
ตั้งอยู่คุณธรรม เสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนร่วม
๓. ฝ่ายประชาชน
ประชาชนทุกคนต้องตื่นตัวในการสร้างสรรค์ตนเองปรับปรุงตนเอง
ให้เป็นคนมีความรู้ความฉลาด ทั้งทางโลก และทางธรรม
และมีความสามารถในการดำเนินชีวิต ในการประกอบอาชีพการงาน
ละเว้นสิ่งที่เป็นความชั่วเป็นอบายมุขและพยายามสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่ตนเอง
ให้แก่ครอบครัว ให้แก่สังคม ให้แก่ประเทศชาติ
เมื่อทั้งสามฝ่าย คือ ข้าราชการทุกหน่วยงาน คณะสงฆ์ทุกระดับชั้น
ประชาชนทุกคนทุกหมู่บ้านให้ความร่วมมือร่วมใจ สร้างสรรค์ตนเอง สร้างสรรค์สังคม
โดยอาศัยหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาก็สามารถที่จะสร้างสรรค์ประเทศชาติ ให้มีความเจริญมีความก้าวหน้า
มีความร่มเย็นเป็นสุข ให้สมกับคำที่ว่า แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง
คำว่า แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ถ้าหากว่าจะตีความหมาย
ก็คงจะมีความหมายเป็นข้อสำคัญอยู่ ๒
ประการคือ
ประการที่ ๑
หมายถึงแผ่นดินและประชาชนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้
ทำอย่างไรประชาชนจึงจะมีความสุขความเจริญมีความร่มเย็นเป็นสุข
ทำอย่างไรผืนแผ่นดินที่อยู่อาศัยนี้จึงจะเจริญด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ สถานที่อยู่
ที่ทำมาหากิน ถนนหนทางสะดวกสบาย เครื่องใช้ไม้สอยสะดวกสบายก็คือมีความเจริญเกี่ยวกับด้านวัตถุ
และประชาชนมีความเจริญด้วยการศึกษา ด้วยคุณธรรม อยู่กันด้วยความรักความสามัคคี
ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ผืนแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่นี้ก็จะเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านเศรษฐกิจ
ด้านสังคมมีความเป็นอยู่สะดวกสบาย เศรษฐกิจดี ก็ถือว่าแผ่นดินของเรามีความเจริญอำนวยความสะดวก
ความร่มเย็นเป็นสุขแก่ประชาชนที่อยู่อาศัยบนผืนแผ่นดินนี้ก็จะกล่าวได้ว่าเป็น
แผ่นดินธรรมแผ่นดินทองนั่นคือ ประชาชนมีคุณธรรมมีความรู้ความฉลาด
มีความสามารถและมีคุณธรรมสร้างสรรค์ผืนแผ่นดินให้มีความเจริญก้าวหน้า มีความร่มเย็นเป็นสุข
มีความสะดวกสบาย นี่เป็นความหมายประการหนึ่ง
ประการที่ ๒.
หมายถึงยุคสมัยเราเคยได้ยินได้ฟังเรื่อง ยุคพระศรีอาริย์
หมายถึงพระศาสนาพระศรีอริยเมตตรัยว่า ประชาชนมีความเป็นอยู่สุขสบาย
ร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนก็มีรูปร่างสวยงามบางตำรากล่าวว่า มีต้นกับปพฤกษ์เกิดขึ้นสี่มุมเมือง
ต้นกัลพฤกษ์
นั้นใบและดอก เป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น เราก็ปรารถนาจะไปเกิดในสมัยพระศรีอริยเมตตรัย
หรือสมัยพระศรีอาริย์ ว่าเป็นยุคที่มีความสุขความเจริญคนไม่เดือดร้อน ไม่ยากจน
คนไม่เข่นฆ่า ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีสงคราม เราจึงอยากอยู่ในสมัยพระศรีอาริย์แต่ว่า
เรื่องนั้นเป็นเรื่องอนาคต เรายังไม่รู้ว่าเป็นจริงอย่างไร
ก็ขอให้าเรามาพิจารณาดูว่า เราสามารถที่จะสร้างผืนแผ่นดินนี้ให้เป็น แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ได้อย่างไร
คำว่าแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ที่หมายถึงยุคสมัยนั้น ก็คือ เราต้องทำยุคนี้สมัยนี้ให้เป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง
คือสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของพระองค์นี้ ซึ่งเป็นรัชกาลที่ ๙
มีคำที่เคยพูดกันว่า แผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้นพระองค์นี้
เช่น ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
คำว่าแผ่นดินในที่นี้
ท่านหมายเอายุคสมัยของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลนั้นๆโดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน คือรัชกาลที่ ๙ นี้
เป็นที่ทราบแก่ประชาชนทั่วไปแล้วว่า พระองค์ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม
พระองค์ได้ทรงแผ่นเมตตาบารมีทั่วไปให้พสกนิกรชาวไทย ทรงให้ความเมตตาสงสาร
ช่วยเหลือเกื้อกูล พระองค์จึงทรงเป็นที่เชิดชูบูชาเคารพเทิดทูนของประชาชนทั่วไป
ทางรัฐบาลและคณะสงฆ์ จึงได้ถือเอาวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จะทรงมีพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐
นี้ สร้างสรรค์ประเทศชาติ สร้างสรรค์ประชาชน ให้มีความร่มเย็นเป็นสุข
ให้มีความเจริญก้าวหน้า ให้ยุคของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจบัน
เป็นยุคเป็นสมัยแห่ง แผ่นดินธรรมแผ่นดินทองโดยกระทรวงหลักทั้ง ๔ เป็นผู้รับผิดชอบ
ในการดำเนินงานสร้างสรรค์แผ่นดินธรรมแผ่นดินทองในครั้งนี้ กระทรวงหลักทั้ง ๔
นั้นคือ
๑. กระทรวงมหาดไทย
รับผิดชอบในการปกครองดูแลและพัฒนาสังคมให้มีความเจริญ
มีความสงบสุข บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน
และพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า
๒. กระทรวงศึกษาธิการ
รับผิดชอบในด้านการศึกษา ให้เยาวชน มีความรู้ ความฉลาด
มีความสามารถ ในการที่จะสร้างสรรค์ตนเอง
สร้างสรรค์ครอบครัว
สร้างสรรค์สังคมประเทศชาติให้เจริญพร้อมกันนั้นก็ต้องอบรมให้เป็นคนมีคุณธรรม
เพราะคนเราถ้ามีแต่ความรู้ความสามารถ แต่ขาดการประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ไม่สามารถจะสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่ตนเอง
แก่สังคมได้
๓. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องการเกษตร และกิจการต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของประชาชน เพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายเกี่ยวกับปัจจัย ๔ ได้แก่ อาหาร
เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย เหล่านี้เป็นต้น
๓. กระทรวงสาธารณสุข
รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพอนามัยของประชาชนส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยดี
เมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้น ก็ช่วยเหลือบำบัดให้เบาบางไป
ให้หมดไปให้มีสุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี
สรุปความแล้ว สถาบันทั้ง
๓ คือชาติ ศาสนา
และพระมหากษัตริย์ ต้องเจริญก้าวหน้ามั่นคงไปพร้อมๆ กัน
สำหรับชาตินั้น ก็คือ
การสร้างสรรค์ประเทศชาติ
ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องงานนี้อยู่แล้ว
ศาสนาก็ต้องอาศัยทางฝ่ายคณะสงฆ์ ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายประชาชน
ช่วยกันนับสนุนช่วยกันส่งเริม
ช่วยกันปรับปรุงแก้ไข ให้เจริญก้าวหน้า มั่นคง เป็นประโยชน์แก่ประชาชน อย่าเข้าใจ ว่าศาสนาาเป็นเรื่องของพระโดยเฉพาะ เนื่องจากพระพุทธศาสนานั้น เป็นสมบัติของชาติ เป็นศาสนาประจำชาติของคนไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย
การปกครองในสมัยนั้น อาศัยหลักพระพุทธศาสนาเป็นหลักในการปกครองในการพัฒนาประเทศชาติประชาชนอยู่ร่มเย็นเป็นสุข
มีศีลธรรมอันดี
ประชาชนทุกคนไม่ว่าพระสงฆ์หรือฆราวาสที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นพุทธบริษัท
มีหน้าที่ช่วยกันส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งพระศาสนา
ในขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักนำเอาหลักธรรมพระพุทธศาสนาไปใช้ไปปฏิบัติ
ไปดำเนินชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่ตน เป็นประโยชน์แก่ครอบครัว เป็นประโยชน์แก่สังคม
เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ เราอย่ามีศาสนาไว้เพียงสักการบูชา
ถ้าหากมีศาสนาไว้เพียงเพื่อสักการะบูชาเหมือนศาลเจ้าเช่นนั้น ศาสนาจะไม่มีประโยชน์
เพราะว่าศาสนาคือคำสอนของพระพุทธเจ้าของเรานี้ ผู้ที่นับถือจะต้องรู้จักนำเอาไปใช้นำไป ประพฤติปฎิบัติ นำไปพัฒนาตนเองปรับปรุงตนเอง
แก้ไขตนเอง นำไปพัฒนาครอบครัวพัฒนาสังคม โดยอาศัยหลักธรรมะ
ซึ่งจะนำเอาหลักธรรมะอะไรไปปฎิบัติอย่างไร ในการพัฒนาตนเอง
ในการพัฒนาครอบครัวในการพัฒนาประเทศชาติ จะได้กล่าวในโอกาสต่อไป
สำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ก็เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า
เป็นสถาบันที่มั่นคงเป็นสถาบันที่ประชาชนให้ความเคารพเชิดชูบูชา พระองค์ก็ได้ทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมโดยสมบูรณ์
สิ่งที่เราจะต้องแก้ไขกันในปัจจบันนี้ก็คือ
เกี่ยวกับสถาบันชาติ สถาบันศาสนา ที่เราจะต้องช่วยกันร่วมมือกันพัฒนา
เรื่องการพัฒนาสร้างสรรค์นั้นต้องพัฒนาตัวบุคคล
ให้ตัวบุคคลนั้นไปพัฒนาสังคม พัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้า
หลักในการสร้างสรรค์ความเจริญ ให้เป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง นั้น มี
๓ ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ ๑. พัฒนาตนเอง สร้างสรรค์ตนเอง สร้างสรรค์ตนเอง
ให้เป็นคนมีความรู้ความ ความฉลาด มีความสามารถและให้เป็นคนที่ปราศจากความโง่เขลา
ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ปราศจากความยากจน ปราศจากาการทะเลาะวิวาทบาดหมางกับผู้อื่น
ให้มี
ความเมตตากรุณา
มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น
ขั้นตอนที่ ๒ คือพัฒนาครอบครัว สร้างสรรค์ครอบครัว
ให้คนในครอบครัวนั้น ทั้งผู้ที่เป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูก เป็นพี่เป็นน้อง
ให้เป็นผู้ที่มีความรู้ความฉลาด มีความสามารถ ปราศจากความโง่เขลา
ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ปราศจากความยากจน ปราศจากความทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน ให้อยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความสามัคคี สามีภรรยาก็ต้องมีความรักความสามัคคีกัน
พี่กับน้องก็ต้องมีความรักความสามัคคีกัน มีเมตตากรุณาต่อกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแห่กัน
ลูกก็ต้องเป็นคนว่านอนสอนง่าย เป็นคนมีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้เป็นพ่อเป็นแม่
มีความเคารพคาระอ่อนน้อมถ่อมตน
อยู่กันด้วยความรักความสามัคคี ช่วยกันสร้างสรรค์ครอบครัวให้มีความเจริญก้าวหน้า ให้มีความร่มเย็นเป็นสุข
ขั้นตอนที่
๓ คือ
ช่วยกันสร้างสรรค์ พัฒนาสังคมก็หมายถึงครอบครัว หลาย ๆ ครอบครัว
มารวมกันจนเป็นหมู่บ้าน เป็นตำบล เป็นอำเภอ เป็นจังหวัด จนกระทั่งเป็นประเทศชาติ
ให้คนในสังคมนั้นมีความรู้ความฉลาดทั้งในทางโลกและในทางธรรม
มีความสามารถในการประกอบกิจหน้าที่การงาน ประกอบอาชีพต่างๆ ให้เป็นผู้ปราศจากความโง่
ความหลงผิด ความมัวเมาในอบายมุข ในสิ่งที่ต่างๆ ที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย
เกิดความเดือดร้อน เป็นผู้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยให้รู้จักรักษาสุขภาพอนามัย
รู้จักรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น ให้ปราศจากความยากจน
ด้วยการขยันหมั่นเพียรให้การสร้างสรรค์ ในการประกอบอาชีพการงาน
ให้ปราศจากการทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน
ไม่เบียดเบียนกัน
ไม่ทำลายชีวิตของไม่ทำลายทรัพย์สมบัติของกันและกัน ให้อยู่ด้วยกันด้วยความรักความสามัคคี ด้วยความสงบสุข เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
เมื่อไม่ได้ทำอย่างนี้ สังคมนั้นจะเป็นสังคมที่มีความสงบ
ความสุข จะเกิดเป็นสังคมที่เรียกว่า แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ขึ้นมาได้
คนที่อยู่ในสังคมนี้ ในแผ่นดินนี้ ในยุคนี้ ในสมัยนี้
เป็นผู้มีคุณธรรมไม่เบียดเบียนกัน
มีเมตตากรุณาต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อยู่กันด้วยความสงบสุขที่เรียกว่าเป็น
แผ่นดินธรรม
แผ่นดินทองนั้นคือ เราสร้างสรรค์
ความเจริญให้เกิดขึ้น สร้างฐานะหลักฐานของเราให้มั่นคงให้มีความเป็นอยู่
การครองชีพสะดวกสบาย
มีเครื่องนุ่งห่มเพียงพอ
มีอาหารเพียงพอไม่เดือดร้อน มีที่อยู่อ่าศัยเพียงพอสะดวกสลาย
เวลาเจ็บป่วยก็มียารักษาโรค
มีสถานพยาบาล
อำนวยความสะดวกในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บอย่างนี้เรียกว่า แผ่นดินทอง คือ
ประชาชนไม่เดือดร้อนด้วยปัจจัย ๔
มีความสะดวกสบายพอสมควร
มีปัญหาต่อไปก็คือว่า
เราจะนำไปเอาธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าข้อไหน
มาประพฤติปฏิบัติกันมาดำเนินชีวิต จึงจะเกิดเป็น แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ขึ้นมาได้
ความเจริญแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ได้ทรงสอนไว้ครบรูปครบแบบ
ทั้งที่เป็นประโยชน์ในปัจจุบันชาตินี้
และประโยชน์ขาติหน้า เป็นประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน
เพราะว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นเรื่องขจัดทุกข์อย่างละเอียด คือความเกิด แก่
เจ็บ ตาย พระองค์ทรงมีความมุ่งหมายที่จะขจัดทุกข์เหล่านั้น
ปัญหาสำคัญที่เราจะต้องแก้ก็คือ ต้องนำเอาหลักธรรมะไปแก้ที่ใจคน
เพราะว่าการพัฒนาอะไรก็ตาม ปัญหานั้นขึ้นอยู่กับคน
คนเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศชาติ หากว่าคนเรามีคุณภาพดี มีความรู้ความฉลาด มีความสามารถ และประพฤติปฏิบัติดีแล้ว จะสามารถสร้างสรรค์ครอบครัว สร้างสรรค์สังคมให้เจริญก้าวหน้าได้ คนที่มีความรู้ความฉลาด ความสามารถ
และปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพียงคนเดียว จะสามารถทำประโยชน์ได้มากกว่าคนโง่เขลาเบาปัญญาตั้งหมื่นคนพันคน
ตัวบุคคลนั้นมีส่วนสำคัญอยู่
๒
ประการคือ กายกับใจ กายนั้นต้องการปัจจัย ๔ คืออาหารเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย
ยารักษาโรค ซึ่งเป็นปัจจัย ๔ มาหล่อเลี้ยง มาขจัดทุกข์
บำรุงสุขให้แก่ร่างกายให้เกิดความสะดวกสบายทางกาย ส่วนจิตในจิตใจนั้นเล่า
เราไม่ค่อยได้สนใจ
การพัฒนาจิตใจมีส่วนสำคัญกว่าร่างกาย เพราะว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว เราจึงต้องอบรมจิตใจ พัฒนาจิตใจ ด้วยการศึกษาเล่าเรียนให้มีความรู้ความฉลาด มีความสามารถ ทั้งคดีโลกและคดีธรรม
คดีโลกนั้นเป็นวิชาสำหรับประกอบอาชีพการงาน
คดีธรรมนั้น สำหรับให้เกิดสติปัญญา
ให้รู้จักการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องไม่หลงผิด ไม่ทำชั่ว จึงต้องมีคุณธรรมในใจและสามารถทำใจของตนให้มีความสุขความสงบ
มีความร่มเย็น ถ้าคนเรารู้จักแต่ประกอบ
อาชีพการงานอย่างเดียว
แต่จิตใจไม่มีคุณธรรม มีแต่ความโลภอยากได้ แม้ในทางทุจริต ก็กระทำ
คนอื่นจะใด้รับความทุกข์ ความเดือดรอ้นอย่างไรไม่สนใจ ขอให้ตนเองได้รับผลประโยชน์
มีทรัพย์สินเงินทองมาก ๆ ก็พอ ตนเองได้รับความสะดวกสบายก็พอ หากว่าเป็นอย่างนี้ จะเกิดการเบียดเบียนกัน
คนฉลาดจะเบียดเบียนคนโง่ คนที่มีฐานะดีกว่า
ร่ำรวยกว่ามีโอกาสมากว่า จะเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบคนที่ยากจนกว่า
โดยไม่เห็นความทุกข์ยากของคนอื่น สังคมก็จะเดือดร้อน
เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ไม่สามารถจะเป็น แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง
ขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงต้องมีคุณธรรมในใจ
ผู้ที่ฉลาด มีสติปัญญา มีความรู้
ความสามารถ ก็จะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลคนที่มีความรู้น้อยยังโง่เขลาอยู่ ให้เขาได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน
มีความรู้ความฉลาด มีความสามารถ คนทีมีฐานะดีกว่ามีความเป็นอยู่สะดวกสบายกว่า
ก็คงจะช่วยเหลือเกื้อกูล คนที่ยากไร้แสนเข็ญ
ให้เขาได้มีโอกาสตั้งตัวให้มีโอกาสได้เป็นอยู่สะดวกสบายบ้าง
นี่เรียกว่าช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยอาศัยหลักมีคุณธรรมในใจ
เมื่อเราเห็นความสำคัญของจิตใจว่า จิตใจมีความสำคัญในการพัฒนาสร้างสรรค์พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงแสดงหลักธรรมไว้
ธรรมะนั้นเป็นนามธรรม
นามธรรมจะต้องสร้างขึ้นที่ใจเพราะในใจเป็นนามธรรมคุณธรรมจังต้องสร้างต้องอบรมให้เกิดขึ้นที่จิตใจ เช่นหลักพุทธโอวาทที่พระองค์ทรงสอนไว้
สรุปคำสอนทั้งหมดไว้ ๓ ประการ
๑. สัพพ
ปาปัสสะ อกรณัง การไม่กระทำความชั่วทุกชนิด
๒.
กุสลัสสูปสัมปทา การทำความดีให้สมบูรณ์
๓. สจิตตปริโยทปนัง การทำจิตให้บริสุทธ์
สะอาด จากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง
มีความโกรธ หลง เป็นต้น
หลักธรรมทั้งสามประการนี้ ถือว่าเป็นประธานของคำสอนทั้งหลาย
เป็นหลักใหญ่ๆที่ท่านทั้งหลายจะต้องนำเอาไปคิด
ไปพิจารณาและประพฤติปฏิบัติ
พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราเว้นจากการกระทำความชั่ว
ทางกาย ทางวาจา ทางใจความชั่วทางกายนั้นเรียกว่า กายทุจริต คือการทำลายชีวิตของกันและกัน
การลักทรัพย์คดโกงทรัพย์ของผู้อื่นการประพฤติผิดในกาม ล่วงละเมิดในบุตรภรรยา
สามีของผู้อื่น นี่ถือว่าเป็นความชั่วทางกาย ให้งดเว้นการทำลายชีวิตของกันและกัน
งดเว้นการลักทรัพย์ ปล้นสะดมภ์
หรือทำลายทรัพย์ของกันและกันงดเว้นประพฤติผิดในกาม
คือการล่วงละเมิดในบุตรภรรยาของผู้อื่น
การประพฤติชั่วทางวาจาเรียกว่า วจีทุจริต
การพูดเท็จ หลอกลวง พูดส่อเสียด
พูดเพ้อเจ้อ ให้งดเว้น ให้พูดความจริง
ให้พูดแต่คำสมานสามัคคีกัน พูดแต่คำที่ไพเราะ พูดแต่คำที่มีสาระประโยชน์
ความชั่วทางใจ ได้แก่การเพ่งเล็ง โลภอยากได้ของคนอื่น พยาบาท
อาฆาตมุ่งร้ายคนอื่น มิจฉาทิฏฐิมีความเห็นผิด ให้งดเว้นสิ่งเหล่านี้
แล้วให้ประพฤติปฏิบัติตรงกันข้ามคือ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น ยินดีเฉพาะสมบัติของตน ไม่พยาบาทอาฆาตใคร มีความเมตตาต่อผู้อื่น
ให้อภัยต่อผู้อื่น มีความเห็นถูกต้อง ไม่เห็นผิด เช่นเห็นว่า
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วเป็นต้น
เมื่อเว้นจากการทำทุจริต ทำชั่วทางกาย วาจา ใจแล้ว
พระองค์ก็ทรงสอนให้เราทำความดี การทำความดีนั้นมี ๓ ระดับด้วยกันคือ
ทำความดีชั้นสามัญ เป็นความดีที่ได้รับประโยชน์ในปัจจุบัน ความดีชั้นกลางคือ
การสร้างบุญสร้างกุศล ทำความดีเพื่อเกิดในภพหน้า ชาติหน้า จะได้มีความสุขความเจริญกว่าในปัจจุบัน
ความดีชั้นสูงคือ การประพฤติปฏิบัติให้ได้มรรค ผล นิพพาน ถึงความพ้นทุกข์
จะขอนำเอาหลักธรรมที่เป็นความดีในปัจจุบันมากล่าวให้ท่านทั้งหลายได้ฟังสักเล็กน้อย
ถ้าท่านต้องการจะสร้างสรรค์ ความเจริญให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง
ให้เกิดขึ้นแก่ครอบครัว แก่สังคมแล้ว
ต้องปฏิบัติตามทิฏฐธรรมิกัตถประโยชน์ ๔ ประการคือ
๑. อุฏฐานสัมปทา
มีความขยันหมั่นเพียรในการประกอบกิจการหน้าที่การงาน โดยนึกถึงคาถาข้อที่ว่า ขี้เกียจเป็นแมลงวัน ขยันเป็นแมลงผึ้ง
แมลงวันเป็นสัตว์ขี้เกียจ อย่าเอาอย่างแมลงวัน
แมลงวันเป็นสัตว์ที่มีลักษณะไม่
-
แมลงวันเกียจคร้าน ไม่รู้จักทำมาหากิน
ไม่รู้จักสร้างเนื้อสร้างตัว
-
แมลงวันชอบของเน่าๆ เหม็น ๆ
-
แมลงวันชอบลักขโมยของเขากิน
-
แมลงวันโง่
อย่าเอาอย่างแมลงวัน คืออย่าเป็นคนเกียจคร้านในการศึกษาเล่าเรียน
ในการประกอบกิจหน้าที่การงาน ในการสร้างสรรค์ความดี
อย่าเป็นคนชั่ว เพราะความชั่วเป็นของเน่าเหม็น
อย่าเป็นคนลักขโมย คดโกงเขากิน ให้ประกอบอาชีพที่
สุจริต เป็นสัมมาอาชีพ
อย่าทำอะไรด้วยความโง่ อย่าคบคนพาล
ให้เอาอย่างแมลงผึ้งมีความรักความสามัคคีกันดีมาก
อยู่รวมกันเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนก็อยู่รวมกันได้
แมลงผึ้งฉลาดสามารถสร้างรังผึ้งผลิตน้ำผึ้ง
ให้คนเราเอาอย่างแมลงผึ้งคือหัดเป็นคนขยัน
เข้มแข็งอดทนในการศึกษาเล่าเรียน
ในการประกอบอาชีพ
การงาน
ในการสร้างความดี ให้เป็นคนชอบความดี ชอบธรรมะ
ชอบบุญกุศล ไม่ชอบความชั่ว
ให้เป็นคนที่มีความรักความสามัคคีกันไม่แตกแยกกันไม่วิวาทบาดหมางกันและให้ฉลาดในการดำเนินชีวิต
ไม่วิวาทบาดหมางกัน นี้เป็นหลักเป็นคาถาสร้างตัว
๒. อารักขสัมปทา ให้รู้จักรักษาทรัพย์ การรู้จักรักษาทรัพย์นั้น
คือ ให้พยายามป้องกันอย่าให้เกิดอันตราย ด้วยโจรภัย
อัคคีภัย ภัยต่างๆหรืออย่าประกอบอบายมุข
การประกอบในอบายมุขเช่น เป็นนักเลงสุรา นักเลงการพนัน
นักเลงหัวไม้ นักเลงเจ้าชู้
จะทำให้เสียทรัพย์ ทำให้ทรัพย์ของตนย่อยยับไป
ต้องละเว้น มีคาถาป้องกันความจนอยู่ว่า ระวังอย่าให้น้ำท่วม
ระวังอย่าให้ไฟใหม้ ระวังอย่าให้ผีหลอก
ระวังอย่าให้น้ำท่วมนั้น คือ
อย่าให้น้ำเหล้าน้ำสุราท่วมปากท่วมคอบ่อยๆ จะทำให้เราเสียเงิน เสียงาน
เสียสุขภาพร่างกาย เกิดการทะเลาะวิวาท
ระวังอย่าให้ไฟไหม้
คือ ไฟกัญชา ไฟเฮโรอีน อย่าสูบกัญชา อย่าสูบเฮโรอีน จะทำให้เสียเงิน
เสียงาน เสียสุขภาพ เสียอนาคต
ระวังอย่าให้ผีหลอก คือ ผีการพนัน
อย่าให้ผีการพนันหลอกอย่าหลงไหลมัวเมาในเรื่องการพนัน
ให้สร้างฐานะด้วยความขยันหมั่นเพียร
๓. กัลยาณมิตตา ให้คบเพื่อนดี
อย่าคบคนชั่วเพราะคบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต
บัณฑิตพาไปหาผล คบคนชั่วพาตัวไปอับจน ถ้าคบกับคนเกียจคร้าน
เราก็พลอยเกียจคร้านไปด้วย ถ้าคบกับนักเลงสุรา เราก็เป็นนักเลงสุราไปด้วย
ถ้าคบกับนักเลงหัวไม้ เราก็เป็นนักเลงหัวไม้ไปด้วย
ถ้าคบกับนักเลงการพนัน
เราก็พลอยเป็นนักเลงการพนันไปด้วย
เพราะฉะนั้น อย่าไปคบกับคนชั่ว ให้คบกับคนดี คนดีจะได้ชักนำไปในทางที่ดี
๔. สมชีวิตา ให้เลี้ยงชีพเหมาะสมกับฐานะภาวะของตน
ตนมีรายได้น้อย ก็ให้รู้จักใช้จ่ายให้เหมาะสมกับฐานะ อย่าใช้จ่ายเกินฐานะ
ใช้จ่ายแต่พอเหมาะพอควร ให้รู้จักประหยัด อย่าเป็นคนสุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย สิ่งใดไม่ควรจ่ายก็อย่าไปจ่าย
นี่เป็นหลัก
ของการดำเนินชีวิต ถ้าหากผู้ใดปฏิบัติตามคุณธรรมเหล่านี้ก็สามารถจะสร้างสรรค์ฐานะของตนให้เจริญก้าวหน้า
แต่ว่าจะต้องขยันด้วยความฉลาด ด้วยสติปัญญา ต้องทำให้ถูกต้อง
คุณธรรมสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องมีสังคหวัตถุ ๔ ประการ คือ
๑. ทานะ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
๒. ปิยวาจา
พูดจาดีต่อกัน พูดให้เกิดความรักความสามัคคี ไม่พูดคำหยาบ
ไม่พูดส่อเสียดให้เกิดการแตกแยกกัน
๓. อัตถจริยา ทำตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคม แก่ส่วน รวม ไม่เห็นแก่ตัวเมื่อมีโอกาสควรช่วยเหลือสังคม
ช่วยเหลือ ประเทศชาติ ช่วยเหลือพระศาสนา ตามกำลังความสามารถ
๔.
สมานัตตา วางตนเหมาะสม ไม่เป็นคนถือตัว ไม่เย่อหยิ่ง จองหอง
วางตนเหมาะสมแก่ฐานะภาวะของตน เข้ากับสังคมได้ เข้ากับคนอื่นได้
นี่เป็นคุณธรรมที่จำทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ในสังคมด้วยความ
สงบ ด้วยความสุข ด้วยความเจริญ คุณธรรมหมวดต่อไปนี้
คือ พรหมวิหารธรรม ๔ ประการ สำหรับพรหมวิหารธรรม ๔ ประการ
นี้เราต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้นที่ใจของเรามี
๑. เมตตา
ความรักความปรารถนาดีต่อกัน
๒. กรุณา สงสารช่วยเหลือเกื้อกูลคนที่มีความทุกข์ยาก
ลำบากให้พ้นจากความทุกข์
๓. มุทิตา พลอยยินดีเมื่อคนอื่นได้ดี ไม่อิจฉาริษยาใคร
๔. อุเบกขา รู้จักวางเฉย
วางตนเป็นกลางในเหตุการณ์ที่ควร วางเฉยคุณธรรมประการสุดท้ายนี้ที่จะแสดงให้ท่านทั้งหลายได้ฟัง
ในวันนี้คือ สามัคคีธรรม สามัคคีธรรมนั้น
คือมีความเห็นร่วมกัน มีการกระทำร่วมกัน ไม่มีความเห็นแตกแยกกันไม่มีการกระทำแตก
แยกกันมีความสามัคคีทั้งทางกายและทางใจ เมื่อมีความสามัคคีกัน แล้ว จะทำให้งานทั้งหลายได้รับความสำเร็จและอยู่ร่วมกันด้วย
ความสงบสุข มีความสามัคคีกันตั้งแต่ในครอบครัว ในหมู่บ้าน ในสังคม
ตลอดจนกระทั่งประเทศชาติ เมื่อมีความสามัคคีกันแล้ว
จะทำให้เราอยู่ร่วมกันด้วยความสุข ด้วยความเจริญ
และต้องระวัง สิ่งที่เป็นอันตราย หรือมาทำลายความรัก ความสามัคคีของเราคือ
ความมีทิฏฐิมานะ ทิฏฐิมานะถือว่าเป็นตัวอุบาทว์ ทำลายความรัก ความสามัคคีของเรา
คนที่มีทิฏฐิมานะถือเอาแต่ความเห็นของตน เป็นใหญ่ถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่
ไม่ยอมลงให้ใคร การมีทิฏฐิมานะ อย่างนี้
ทำให้เกิดแตกแยกกัน ทำลายความรักความสามัคคี
เพราะฉะนั้น
จะต้องเป็นผู้มีจิตใจกว้างขวางมีความคิดรอบ คอบ และยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น จะทำอะไรปรึกษา หารือกัน เมื่อเห็นว่าเป็นความสุขความเจริญ
มีเหตุผลเพียงพอ เราก็
ร่วมมือกันร่วมใจกันกระทำกิจการนั้นเพื่อความเจริญของครอบครัว ของหมู่บ้าน
เพื่อความเจริญของประเทศชาติ เพื่อความเจริญของ
พระศาสนา โดยให้ทุกคนมีอุดมคติในใจว่า ไม่เห็นแก่ตัว ไม่กลัว ลำบาก ถ้าหากใคร เห็นแก่ตัว
กลัวลำบากจะสร้างสรรค์ความ เจริญ แก่ตัวไม่ได้ จะสร้งสรรค์ความเจริญแก่สังคมไม่ได้
จะสร้าง สรรค์ความเจริญแก่ชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ไม่ได้ ฉะนั้น เรา
ต้องเป็นคนไม่เห็นแก่ตัว ไม่กลัวลำบาก เห็นประโยชน์สุขส่วน
รวม เห็นความเจริญของสังคม ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
โดยยึด ถือเอาพระพุทธองค์เป็นตัวอย่าง ว่าเมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้วพระองค์ ไม่เสวยความสุขแต่พระองค์แต่ผู้เดียว
พระองค์ได้สละความสุขที่
พระองค์มีอยู่นั้นเผื่อแผ่ไปด้วยการเสด็จไปเทศนาสั่งสอนประชาชน
ให้รู้จักดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง เพื่อให้พ้นจากความทุกข์ให้ได้รับ ความ
สุขโดยสมบูรณ์ พระพุทธองค์ทรงเป็นตัวอย่างที่บรรดาพุทธ บริษัททั้งหลาย
จะได้ดำเนินตามและประพฤติปฏิบัติตาม ประการ สำคัญคือว่า
ท่านทั้งหลายจะต้องช่วยตนเอง แก้ไขตนเองให้ดี ให้มีความรู้
มีความฉลาด มีความสามารถ
เป็นผู้มีคุณธรรม
จึงจะสามารถสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่ตนเอง
ให้แก่ครอบครัว และสังคม
จึงขอให้ทุกท่านช่วยเหลือสร้างสรรค์ประเทศชาติ ด้วยการ สร้างสรรค์ตนเองให้ดี สร้างสรรค์ครอบครัวให้ดี สร้างสรรค์สังคม
ให้ดี แล้วยุคนี้ สมัยนี้ ในรัชกาลนี้ จะเกิดเป็นยุค แผ่นดินธรรม
แผ่นดินทอง ประชาชนทุกคน มีศีลธรรม มีคุณธรรม อยู่ร่วมกัน
ด้วยความรัก ความสามัคคี ด้วยความสุข
ด้วยความสงบ และประชาชนได้สร้างสรรค์ประเทศชาติบ้านเมืองของตนให้เจริญก้าวหน้า
สะดวกสบายด้วยวัตถุปัจจัยต่างๆไม่เดือดร้อนด้วยปัจจัยต่างๆก็จะเกิดเป็น
แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ได้
ขอให้ท่านทั้งหลาย ที่ต้องการความสุขความเจริญแก่ตน
แก่สังคมจงได้นำเอาหลักธรรม ที่ได้แสดงนี้ไปคิด
ไปพิจารณาและประพฤติปฏิบัติให้เกิดขึ้น เพื่อความสุขความเจริญแก่ตน แก่ครอบครัว
และแก่สังคมสืบต่อไป
*****************************
|
>>Close Windows<< |
|